พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วน พระองค์ เพื่อปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น เพื่อช่วยให้ชาวไทย ภูเขา มีชีวิตที่ดีขึ้น ลดการ ทำลายป่าไม้และต้นน้ำลำธาร ในระยะแรก เริ่มด้วยการศึกษา วิจัย หาข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกพืช ในที่สูง วิธีการ ชนิดของพืช รวมทั้งการตลาด ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือชาวไทยภูเขา ให้สามารถอ่านออก เขียนได้ และแสวงหา ความรู้ด้วยตนเองได้ สถานีวิจัย ในโครงการหลวงมีอยู่ ๓ แห่ง คือ สถานี เกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงแม่สอด และสถานีเกษตรหลวงปางดะ เป็นสถานที่ วิจัยพืชเมืองหนาว ไม้ดอก ไม้ผล พืชไร่ และฝึกอบรมการปลูก การพัฒนาเกษตรในที่สูงนั้นมีลักษณะเบ็ดเสร็จคือ ศึกษาพื้นที่ซึ่งมี ลักษณะต่างๆ ว่าเหมาะสม แก่การปลูกพืชชนิดใด บริรักษ์เนื้อที่และ หน้าดิน ไม่ให้พังทลาย สร้างระบบระบายน้ำ ทำฝาย ท่อ คลังน้ำและ ระบบหยดน้ำ สร้างถนนเพื่อการขนส่งพืช ไปสู่ตลาด
 

               พระองค์ทรงใช้ประสบการณ์และแนวพระราชดำริ โครงการหลวงในการพัฒนาและวิจัย พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศ เช่นโครงการอีสานเขียว

 
 
           ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และล้วนเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้ป่วยไข้ได้ทันที 
            นอกจากนั้น ยังมีโครงการทันตกรรมพระราชทาน ซึ่งเป็นพระราชดำริที่ให้ทันตแพทย์อาสาสมัคร ได้เดินทางออกไปช่วยเหลือบำบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟัน แก่เด็กนักเรียนและราษฎรที่อาศัยอยู่ในท้องที่ทุรกันดาร และห่างไกลจากแพทย์ทั่วทุกภาค โดยให้การบริการรักษาโรคฟัน โดยไม่คิดมูลค่าในการแพทย์เคลื่อนที่
           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีว่า การพัฒนาการศึกษาของเยาวชนนั้น เป็นพื้นฐานอันสำคัญของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จัดตั้ง มูลนิธิอานันทมหิดล ให้เป็นทุนสำหรับการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้มีทุนออกไปศึกษา หาความรู้ต่อในวิชาการชั้นสูงในประเทศต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไขข้อผูกพันแต่ประการใด เพื่อที่จะได้นำความรู้นั้นๆ กลับมาใช้พัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
               นอกเหนือไปจากนี้แล้ว ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการจัดทำ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้น สารานุกรมชุดนี้ มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสารานุกรมชุดอื่นๆ ที่ได้เคยจัดพิมพ์มาแล้ว กล่าวคือ เป็นสารานุกรมอเนกประสงค์ที่บรรจุเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นสาระไว้ครบทุกแขนงวิชา โดยจัดแบ่งเนื้อหาของแต่ละเรื่องออกเป็นสามระดับ เพื่อที่จะให้เยาวชนแต่ละรุ่น ตลอดจนผู้ใหญ่ที่มีความสนใจ สามารถที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ได้ตามความเหมาะสมของพื้นฐานความรู้ ของแต่ละคน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาวิชา การอุทิศเวลาและความรู้ เพื่อสนองพระราชดำริ โดยร่วมกันเขียนเรื่องต่างๆ ขึ้น แบ่งออกเป็น 4 สาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
 
                  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก และทรงผนวชตามพระราชประเภณีตลอดจนทรงให้การอุปถัมภ์บำรุงพระศาสนาในทุกๆ ด้าน
             สำหรับด้านการทำนุบำรุงพระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระภิกษุสงฆ์ซึ่งถือเป็นศาสนทายาทนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเอาพระทัยใส่อยู่ตลอดเวลา ทรงไปเยี่ยมเยียนกราบนมัสการและให้ความอุฎปัฐากต่างๆ  และเมื่อถึงคราวอาพาธก็เสด็จไปเยี่ยมดูอาการป่วยเสมอ 
             ด้วยทรงมีพระราชหฤทัยที่จะทำนุบำรุงพุธทศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้ทำการสังคายนาชำระพระไตรปิฎก ทั้งฉบับภาษาบาลีและภาษาไทย โดยมอบหมายให้กรมการศาสนาและกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ ซึ่งตรงกับวันศุภวระดิถีมหามงคล ที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ
             พระราชกรณียกิจด้านศาสนาอีกอย่างหนึ่งที่ทรงบำเพ็ญ คือ ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปสร้างวัดญาณสังวราราม มหาวิหาร จังหวัดชลบุรี และวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร พร้อมกับทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม
            ด้วยพระราชอุตสาหะอันสูงยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปั้นพระพุทธวราชบพิตรด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง สำหรับพระราชทานไปประดิษฐานไว้ยังจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรเพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาอีกด้วย
              พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบันในฐานะจอมทัพไทย ทรงแสดงความห่วงใยชีวิตทหารที่ทำ การสู้รบทุกคน เช่นในการสู้กับ ผกค. ปี 2518 - 2519 ทรงทราบว่า ทหาร ถูกยิงบาดเจ็บ ยังเอาออกจากสมรภูมิ ไม่ได้ ก็ทรงรับสั่งให้เอาเฮลิคอปเตอร์ ขึ้นไปรับผู้บาดเจ็บ และพระองค์ได้ เสด็จไปด้วยพระองค์เองทรงเสด็จ เข้าไปดูผู้บาดเจ็บในสมรภูมิ ทรงจับแผลที่ถูกกระสุนนั้นโดยมิได้ รังเกียจและยังได้เสด็จโดย เฮลิคอปเตอร์ไปทอดพระเนตรผู้บาดเจ็บ ในขณะที่มีการสู้รบกันได้ทรงรับสั่งให้ส่ง ผู้บาดเจ็บไปรักษาตัวถึงสหรัฐอเมริกา
             ในกรณีต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จอมทัพไทยพระองค์นี้ ทรงตอบคำถามผู้สื่อข่าว บี.บี.ซี. ว่า พระองค์พระราชทานคำแนะนำกองทัพไทยให้ต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์อย่างไร ทรงรับสั่งว่า พระองค์มิได้ทรงแนะนำให้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ เพียงแต่ทรงแนะนำว่า ทำอย่างไรจะต่อสู้กับความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ในกรุงและในชนบท
            พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่ากองทัพเรือควรจะต่อเรือยนต์รักษาฝั่ง ไว้ใช้ในราชการเองบ้าง และเมื่อกองทัพเรือได้ดำเนินการต่อเรือตามพระราชดำริ ก็ได้มีพระมหากรุณาธิ คุณพระราชทานคำปรึกษาและเอกสาร รวมทั้งพระราชทานความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เช่น ทรงช่วยเหลือ โดยติดต่อกับสถาบันวิจัย และทดลองแบบเรือแห่งชาติของประเทศอังกฤษ ให้ช่วยทดสอบแบบให้จนเป็นที่พอใจ แล้วจึงทำการต่อเรือขึ้นที่กรมอู่ทหารเรือ และเมื่อต่อเรือแล้วเสร็จจะทำการทดสอบความเร็วเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯไปทดสอบด้วยพระองค์เอง ทรงสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน และมี พระราชวินิจฉัยอย่างถูกต้องถึงความผิด พลาดที่ยังมีอยู่ จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขจนแล้วเสร็จ เป็น เรือยนต์รักษาฝั่งลำแรกของไทยตั้งชื่อเรือว่า    "ต. ๙๑" ต. หมายถึงประเภทเรือ ๙ หมายถึงรัชกาล ที่ ๙ และ ๑    หมายถึงเป็นลำที่ ๑   ปัจจุบันได้ต่อเรือประเภทนี้ขึ้นในกองทัพเรือแล้วถึง ๙ ลำ และ เปลี่ยนชื่อเรือชุดนี้จาก "เรือยนต์รักษาฝั่ง" เป็น "เรือตรวจการใกล้ฝั่ง"
 



         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุขของประเทศ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ หลายประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อเป็นการเจริญทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทย กับบรรดามิตรประเทศเหล่านั้น ที่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว ให้มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทรงนำความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทย ไปยังประเทศต่างๆ นั้นด้วย ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างไกลมากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล และประเทศต่างๆ ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญทางพระราชไมตรีนั้น 
           เมื่อเสร็จสิ้นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ แล้ว ก็ได้ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ที่เป็นประมุขของประเทศต่างๆ ที่เสด็จและเดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นการตอบแทน และบรรดาพระราชอาคันตุกะทั้งหลาย ต่างก็ประทับใจในพระราชวงศ์ของไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทยอย่างทั่วหน้า
  • ทรงตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย
  • ทรงตั้งโรงละครหลวงขึ้นเพื่อส่งเสริมการแสดงละครในหมู่ข้าราชบริพาร
  • ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบอาคารสมัยใหม่เป็นแบบทรงไทย เช่น ตึกอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

เรือใบเป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเป็นพิเศษ พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งเรือใบในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 9-16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พระองค์ทรงชนะเลิศเหรียญทอง ทำให้พระอัจฉริยภาพทางกีฬาเรือใบของพระองค์ที่ยอมรับกันทั่วโลก พระองค์ยังได้ทรงออกแบบและประดิษฐ์เรือใบยามว่างออกมาหลายรุ่น พระองค์พระราชทานนามเรือใบประเภทม็อธ (Moth) ที่ทรงสร้างขึ้นว่า เรือใบมดเรือใบซูเปอร์มด และ เรือใบไมโครมด ถึงแม้ว่าเรือใบลำสุดท้ายที่พระองค์ทรงต่อคือ เรือโม้ค (Moke) เมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 เรือใบซูเปอร์มดยังถูกใช้แข่งขันในระดับนานาชาติที่จัดในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคือเมื่อ พ.ศ. 2528 ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 13

นอกเหนือจากกีฬาเรือใบแล้ว ยังทรงเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ เช่น แบตมินตัน เทนนิส ยิงปืน เป็นต้น

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยด้านการสื่อสารตั้งแต่ทรงพระเยาว์ "...ทรงทดลองต่อสายไฟพ่วงขนานกับลำโพงขยาย ของเครื่องรับวิทยุส่วนพระองค์ที่ผลิตจากประเทศสวีเดน ยี่ห้อ 'Centrum' จากห้องที่ประทับพระองค์ท่านไปยังห้องที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทั้งสองพระองค์ทรงพอพระทัยในบริการเสียงตามสายไม่น้อย..." (สุชาติ เผือกสกนธ์, วันสื่อสารแห่งชาติ : 2530) 
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงอุทิศพระองค์ พระอัจฉริยะและพระอุตสาหะทั้งมวล เพื่อราษฎรในทุกภูมิภาค พระองค์ทรงมีดำริให้มีการพัฒนาด้านระบบวิทยุสื่อสารอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวคือสามารถรับส่งได้ไกลยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่พระองค์ทรงใช้เครื่องมือสื่อสารพกติดพระองค์ เพื่อประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงขาดไม่ได้คือการสดับตรับฟังข่าวทุกข์สุขของประชาชน ดังเช่น ในระหว่างการเสด็จเยี่ยมราษฎรได้ทรงพบว่า มีผู้ใดที่กำลังป่วยเจ็บจำเป็นต้องบำบัดรักษา จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะแพทย์ผู้ตามเสด็จดูแลตรวจรักษาทันที ในบางรายที่มีอาการป่วยหนัก จำเป็นต้องส่งตัวเข้าบำบัดรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่นหรือโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครโดยเร็ว หากมีเวลาเพียงพอ พระองค์ท่านจะรับสั่งผ่านทางวิทยุถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจตระเวนชายแดน ขอรับการสนับสนุนเรื่องการขนส่ง เช่น เฮลิคอปเตอร์ เพื่อนำผู้ป่วยเจ็บส่งยังที่หมายปลายทางด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำระบบสื่อสารแบบถ่ายทอดสัญญาณหรือ Repeater ซึ่งเชื่อมต่อทางวงจรทางไกลของ<องค์การโทรศัพท์ฯ ให้มูลนิธิแพทย์อาสาฯ (พอ.สว.) นำไปใช้เพื่อช่วยเหลือรักษาพยาบาลแก่ผู้เจ็บป่วยในท้องถิ่นห่างไกล

 

กลับขึ้นด้านบน
มูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช หอเฉลิมพระเกียรติฯ บริเวณหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐
โทร. ๐๒-๓๕๖๐๐๕๐ - ๕๒, ๐๒-๒๓๕๖๐๒๐๓ โทรสาร. ๐๒-๓๕๖๐๐๕๑-๒ E-mail: iloveking@iloveking.net, iloveking@porar.com

จัดทำโดย

PORAR Group
( Web Hosting
Web Design&Develop)